วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก คาดประกาศใช้ต้นปี 60 หวังยกระดับอุตสาหกรรมสู่ยุค 4.0 คาดเกิดการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทใน 10 ปี

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก คาดประกาศใช้ต้นปี 60 หวังยกระดับอุตสาหกรรมสู่ยุค 4.0 คาดเกิดการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทใน 10 ปี

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ... ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ใน3จังหวัดได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ระยองและ จ.ฉะเชิงเทรา ตามนโยบายยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทย คาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2560

พื้นที่ดังกล่าวจะมีเนื้อที่ราว 70,000 ไร่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นการยกระดับภาคการผลิตของไทยไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ตามนโยบาย“อุตสาหกรรม4.0”

รัฐบาลประเมินว่าหากสามารถสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษสำเร็จ จะก่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือ และสนามบินอู่ตะเภาวงเงิน4แสนล้านบาท การลงทุนในด้านเมืองใหม่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย วงเงิน4แสนล้านบาท และการลงทุนในด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ และเชิงสุขภาพวงเงิน2แสนล้านบาท โดยแผนการลงทุนโดยละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

สำหรับการจัดเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้พื้นที่สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ70,000ไร่ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี18,000ไร่ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต18,000ไร่ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรและอาหาร20,000ไร่ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์2,000ไร่ และอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร30,000ไร่ เป็นต้น

ทั้งนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่าจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูแลขั้นตอนการออกกฎหมายเป็นพิเศษ เพื่อเร่งรัดให้ผ่านการพิจารณาโดยเร็ว ก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาคาดว่ากฎหมายจะผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี2560

ตั้งบอร์ดดูแลนายกฯเป็นประธาน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกประกอบไปด้วย5หมวด60มาตรา โดยมีสาระสำคัญ คือกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะกรรมการ24คน โดยมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการดูแลพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ส่วนการกำกับดูแลในพื้นที่ให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเป็นหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นผู้กำกับดูแล และมีอำนาจในการอนุมัติกิจกรรมตามกฎหมายในพื้นที่ครอบคลุมกฎหมาย6ฉบับได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร กฎหมายว่าด้วยสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

ให้สิทธิเช่าที่ดินรวม99ปี

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ให้กับนักลงทุนประกอบไปด้วย การให้สิทธิ์ในการเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจเป็นระยะเวลา50ปีและต่อระยะเวลาการเช่าได้อีก49ปี สามารถนำแรงงานต่างด้าวที่มีฝีมือ หรือเป็นผู้บริหารเข้ามาทำงานในพื้นที่ได้ รวมทั้งมีการอำนวยความสะดวกให้สามารถนำครอบครัวเข้ามาอยู่อาศัยได้ รวมทั้งมีการกำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีอากรแก่แรงงานฝีมือ

นอกจากนั้นมีการให้สิทธิ์ในการใช้เงินตราต่างประเทศในพื้นที่ที่มีการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งมีการจัดตั้งเคาท์เตอร์ให้บริการทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ มีการตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)อำนวยความสะดวกในการพิจารณาให้การอนุญาต การขออนุญาตการทำงาน การทดทะเบียนพาณิชย์ การขออนุญาตแรงงาน โดยสามารถดำเนินการในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

บีโอไอแก้กฎหมายให้สิทธิพิเศษภาษี15ปี

สำหรับการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้มีการทบทวนกฎหมายใหม่โดยให้สิทธิ์ในการรับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดเป็นระยะเวลา15ปี

ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเก็บเงินจากผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนบางส่วนเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนในการพัฒนาท้องถิ่น และเยียวยาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดจาการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยจะมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการส่งเงินเข้ากองทุนอีกครั้งหลังจากที่กฎหมายมีการประกาศใช้แล้ว

“ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของอาเซียน หลังจากที่เราเคยประสบความสำเร็จในการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกตลอด25ปีที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการลงทุนทั้งสำหรับรัฐบาลนี้และเป็นแนวทางสำหรับรัฐบาลต่อไป รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่ารัฐบาลจะมีการผลักดันการพัฒนาและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่างจริงจัง” นายกอบศักดิ์กล่าว
ขอขอบคุณที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/721330

สำหรับพื้นที่เวบไซต์ดี ๆ ต้องให้เครดิต บจก. ไทย พรอสเพอรัส ไอที ผู้นำด้านการให้บริการระบบจีพีเอสติดตามรถยนต์ สินค้าเกรดเอ นำเข้าจากยุโรป มั่นใจกว่า เสถียรกว่า ทนทานกว่า รับประกันความพึงพอใจ สามารถคืนเงินได้ภายใน 7 วัน

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ไทยติดอันดับ 34 ของโลก

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ไทยติดอันดับ 34 ของโลก

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ได้จัดเผยแพร่รายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) ประจำปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบความสามารถการแข่งขันของ 138 ประเทศทั่วโลก ในปีนี้ประเทศที่ได้อันดับหนึ่งถึงสิบ คือ สวิตเซอร์แลนด์ ตามมาด้วย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฮ่องกง และฟินแลนด์ ตามลำดับ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก โดยมีคะแนน 4.6 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน ส่วนอันดับของประเทศไทยเมื่อเทียบเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ถ้าเทียบเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน+3 นั้น ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 6

รองศาสตราจารย์ ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ในประเทศไทย เผยว่า “ทางคณะฯ เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลเชิงลึก จากแบบสอบถามกับผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรขนาดใหญ่และขนาดย่อม ในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย WEF ซึ่งนำไปคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยมีตัวชี้วัด 114 ตัว จัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 12 ด้าน ที่สะท้อนภาพความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ”

จากการจัดอันดับในครั้งนี้ ประเทศไทยโดดเด่นในด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Environment) ที่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 5.7 เป็น 6.1 และได้รับอันดับดีขึ้นจาก 27 เป็น 13 นับเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน WEF ก็ได้มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย คือ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลาง และมีอุตสาหกรรมเกิดใหม่ การที่จะทำให้ประเทศเติบโตขึ้นมาได้นั้นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรม (Innovation) เป็นพิเศษ นอกจากนี้เพื่อเตรียมรองรับต่อการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 (Fourth Industrial Revolution) ประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับทักษะของบุคลากรที่จำเป็นสำหรับอนาคตการพัฒนาของภาคธุรกิจ

ส่วนเกณฑ์การให้คะแนนของ WEFนั้น  จะแบ่งประเทศตาม GDP per Capita ของแต่ละประเทศ จัดแบ่งกลุ่มประเทศเป็น 3 กลุ่ม โดยมีตัวชี้วัด 114 ตัว แบ่งเป็น 12 ด้าน โดยจะมีน้ำหนักของตัวแปรในแต่ละด้านสำหรับแต่ละกลุ่มประเทศนั้นจะไม่เท่ากัน โดยประเทศในกลุ่มที่หนึ่ง คือ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยพื้นฐาน (Factor-Driven Economies) ที่ใช้ปัจจัยพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเกณฑ์ของคะแนนจะเป็น ปัจจัยด้านพื้นฐาน 60% ปัจจัยด้านประสิทธิภาพ 35% ปัจจัยด้านนวัตกรรม 5% ส่วนประเทศกลุ่มที่สอง คือ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยด้านประสิทธิภาพ (Efficiency - Driven Economies) โดยเกณฑ์ของคะแนนคือ ปัจจัยด้านพื้นฐาน 40% ปัจจัยด้านประสิทธิภาพ 50% ปัจจัยด้านนวัตกรรม 10% และประเทศกลุ่มที่สามคือ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยด้านนวัตกรรม (Innovation - Driven Economies) โดยเกณฑ์ของคะแนนคือ ปัจจัยด้านพื้นฐาน 20% ปัจจัยด้านประสิทธิภาพ 50% ปัจจัยด้านนวัตกรรม 30% โดยประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่สอง ซึ่งมีทั้งหมด 30 ประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย เป็นต้น

ทั้งนี้การสำรวจความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ โดย WEF (World Economic Forum) หรือ ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่สำคัญที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเฝ้ารอและจับตาดู เนื่องด้วย นอกจากจะเป็นการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ แล้วยังสามารถชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นและประเด็นที่ควรต้องพิจารณา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งในประเทศไทย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1475130786

แน่นอนที่สุดหากประเทศไทยของเรายังไม่พบตัวตนที่แท้จริง ใช้แรงงานจากการรับจ้างผลิตโดยไม่มีนวัตกรรมเป็นของตัวเอง วิกฤตการนี้ย่อมเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดก็คือภาครัฐต้องสนับสนุนทั้งงานวิจัยสำหรับใช้งานได้จริง ตลอดจนออกกฎเกณฑ์เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้ประกอบไทย เช่น บริษัทผู้ประกอบการ จีพีเอสแทร็กเกอร์โปร เป็นต้น ให้สามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คอนโด3หมื่นยูนิตรุม"สีม่วง" ทะลุ1.2แสนบาท/ตร.ม.เทียบชั้นสุขุมวิท

Prev
1 of 1
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 20 ม.ค. 2558 เวลา 17:01:13 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง "บางซื่อ-บางใหญ่" บูมสุดขีด 16 สถานี 23 กิโลเมตร มีซัพพลายคอนโดฯสะสมทะลักกว่า 3.1 หมื่นยูนิต ปิดการขายแล้ว 70% ราคาพุ่งแรงเบียดสุขุมวิท เผยโซนเตาปูน ถนนกรุงเทพฯ-นนท์แตะตารางเมตรละ 1.2 แสน จับตาปี"58 คอนโดฯสร้างเสร็จทยอยโอน 9 โครงการเฉียด 1 หมื่นยูนิต
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ระยะทาง 23 กิโลเมตร รวม 16 สถานี ที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมมีนโยบายเร่งเปิดบริการเร็วขึ้น จากเดิมเดือนสิงหาคม 2559 เป็นมกราคม 2559 พบว่ามีซัพพลายคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2551 สะสมไม่ต่ำกว่า 39 โครงการ รวมกว่า 31,000 ยูนิต และมีโครงการเตรียมเปิดขายปีนี้อีกอย่างน้อย 5 โครงการ รวมกว่า 7,000 ยูนิต 



ขณะที่คอนโดฯจะทยอยสร้างเสร็จในปีนี้มีไม่ต่ำกว่า 9 โครงการ กว่า 9,500 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เปิดขายปี 2555-2556 ราคายูนิตละ 1-3 ล้านบาท อาทิ โครงการชีวาทัยอินเตอร์เชนจ์ของ บจ.ชีวาทัย 279 ยูนิต กำหนดโอนกันยายน-ตุลาคมนี้, เดอะทรี อินเตอร์เชนจ์ ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท 1,700 ยูนิต คาดว่าแล้วเสร็จกันยายนนี้, ลุมพินีพาร์ค รัตนาธิเบศร์ 2.8 พันยูนิต คาดว่าแล้วเสร็จมิถุนายนนี้, เอส 9 ของ บมจ.สัมมากร 655 ยูนิต คาดว่าแล้วเสร็จไตรมาส 3/58 ฯลฯ 

คอนโดฯจ่อเปิดกว่า 7 พันยูนิต

จากการสำรวจพบว่าปี 2558 มีคอนโดฯอย่างน้อย 5 โครงการใหม่เตรียมเปิดตัวกว่า 7 พันยูนิต ได้แก่ 1) POSH 12 ถ.ติวานนท์ ของกลุ่มแปซิฟิกสตาร์ที่เคยพัฒนาคอนโดฯ เอท ทองหล่อ (Eight) และสาทรการ์เด้นส์ สร้างสำนักงานขายโครงการอยู่ห่างสถานีกระทรวงสาธารณสุข 150 เมตร เตรียมเปิดตัวมีนาคมนี้ เป็นคอนโดฯ 2 อาคาร รวมกว่า 1,300 ยูนิต สูง 40 ชั้นและ 45 ชั้น บนที่ดินติดถนนกว่า 4 ไร่ แบบสตูดิโอและ 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 22-46 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.99 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 8.9 หมื่นบาท 

2) คาซ่า คอนโด ติด ถ.รัตนาธิเบศร์ ห่างสถานีสามแยกบางใหญ่ 30 เมตร ของ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) ขึ้นป้ายเตรียมพบกันเร็ว ๆ นี้ รายละเอียดโครงการมีที่ดิน 8 ไร่ แบ่งเป็น 2 เฟส 2 อาคาร เฟสแรกเป็นตึกสูง 39 ชั้น กว่า 800 ยูนิต พื้นใช้สอยเริ่ม 22 ตารางเมตร ราคาประมาณ 1.3 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เปิดตัวมีนาคมนี้ 3) คาซ่า คอนโด ของคิวเฮ้าส์เช่นกัน บนที่ดินใกล้สถานีคลองบางไผ่ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง พื้นที่ 8 ไร่ คาดว่าราคาเริ่มต้นกว่า 1 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวปลายปีนี้ 

4) พลัมคอนโดฯ ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท มีแผนเปิดใกล้เซ็นทรัลเวสต์เกตกว่า 3,000 ยูนิต และ 5) คอนโดฯใหม่ของกลุ่มศูนย์การค้าเดอะสแควร์ บางใหญ่ กว่า 2,000 ยูนิต 

แหล่งข่าวจาก บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เป็นครั้งแรกที่จะเปิดโครงการคาซ่า คอนโดแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปีนี้คาดว่าจะเปิดตัว 2 โครงการ ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 6-7 หมื่นบาท แม้ว่ามีซัพพลายคอนโดฯหลายหมื่นยูนิตแต่มั่นใจว่าศักยภาพหลังรถไฟฟ้าเปิดใช้จะกระตุ้นดีมานด์ มองว่าจะมีคนที่อยู่อาศัยจังหวัดใกล้เคียง เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม ฯลฯ ซื้อไว้เพื่อให้ลูกมาพักอาศัยนั่งรถไฟฟ้าไปเรียนในกรุงเทพฯ เนื่องจากราคาคอนโดฯในเมืองแพงขึ้นมาก 

ส่วนแนวโน้มราคาเชื่อว่ายังขยับขึ้นได้อีก เห็นได้จากหลายปีก่อนบ้านจัดสรรตามแนวถนนรัตนาธิเบศร์ราคาหลังละ 5-6 ล้านบาท ปัจจุบันมีบ้านเดี่ยวราคา 10-30 ล้านบาท มองว่าอนาคตราคาคอนโดฯทำเล ถ.รัตนาธิเบศร์มีโอกาสขยับขึ้นไปแตะตารางเมตรละ 9 หมื่น-1 แสนบาท จากปัจจุบันกว่า 5-7 หมื่นบาท 

ราคาทะลุ ตร.ม.ละ 1.1 แสน

จากการสำรวจเริ่มต้นที่สถานีเตาปูน พบว่าบริเวณนี้มีคอนโดฯไม่ต่ำกว่า 4 โครงการ อาทิ ชีวาทัย อินเตอร์เชนจ์ กำลังก่อสร้างเป็นตึกสูง 26 ชั้น 279 ยูนิต ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 110,000 บาท ยอดขาย 70% ขณะนี้หยุดพักการขาย รอตึกก่อสร้างเสร็จตุลาคม 2558 จึงจะเปิดขายอีกครั้ง

โครงการริชพาร์ค 2 @ เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ ของ บมจ.ริชี่เพลซ (2002) ตึกสูง 26 ชั้น 735 ยูนิต มียอดขายแล้วกว่า 70% ห้องชุดไซซ์ 28 ตารางเมตร แต่งเฟอร์นิเจอร์ครบ ราคาเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท, เดอะสเตจ ของ บจ.เรียล แอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดขายกันยายน 2557 ที่ผ่านมา เป็นตึกสูง 36 ชั้น 773 ยูนิต แบบ 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 26.3-61.4 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 2.3 ล้านบาท ฯลฯ

เข้าสู่ทำเล ถ.กรุงเทพฯ-นนทบุรีไปสุดที่แยกติวานนท์ มีคอนโดฯติดถนนไม่ต่ำกว่า 9 โครงการที่เพิ่งเปิดตัวปีที่ผ่านมาคือไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง อินเตอร์เชนจ์ ใกล้สถานีบางซ่อน 559 ยูนิต ห้องชุดแบบสตูดิโอ 21 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท ยอดขาย 70% หรือตารางเมตรละ 1.2 แสนบาทเทียบเท่าทำเลสุขุมวิท

กรุงเทพฯ-นนท์-ติวานนท์คึก 

ส่วนโครงการอื่น ๆ อาทิ ยูดีไลท์@บางซ่อนสเตชั่น 527 ยูนิต เริ่มต้นแบบ 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร ตกแต่งเฟอร์ฯพร้อมอยู่ ราคาเริ่ม 2.66 ล้านบาท ยอดขาย 40%, แอมเบอร์ ของ บมจ.อีสเทอร์นสตาร์ เรียลเอสเตท 563 ยูนิต ขายได้แล้ว 40% แบบ 1 ห้องนอน 35 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 2.49 ล้านบาท ฯลฯ 

สำหรับคอนโดฯโซนถนนติวานนท์และแยกแครายไม่เกินสำนักงานดาวเทียมไทยคมมีไม่ต่ำกว่า 11 โครงการ ทำเลติดถนนตารางเมตรละ 6-7 หมื่นบาท อาทิ เดอะทรัสต์ คอนโด งามวงศ์วาน 1,280 ยูนิต ตึกสร้างเสร็จมียอดขาย 60% จัดโปรโมชั่นแบบ 1 ห้องนอน 29 ตารางเมตร แต่งเฟอร์ฯพร้อมอยู่ ราคา 1.69 ล้านบาท จากปกติกว่า 2 ล้านบาท, ยูดีไลท์ รัตนาธิเบศร์ 989 ยูนิต ตึกสร้างเสร็จ มียอดขาย 80% แบบ 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร ราคากว่า 2 ล้านบาท ฯลฯ

รัตนาธิเบศร์ซัพพลายเพียบ

สำรวจทำเล ถ.รัตนาธิเบศร์ จากแยกแคราย-สามแยกบางใหญ่ ช่วงตัด ถ.กาญจนาภิเษก มีผู้ประกอบการรายใหญ่-รายกลางไม่ต่ำกว่า 12 โครงการ รายที่ปักธงคอนโดฯแรก ๆ คือ บมจ.ศุภาลัยเปิดโครงการซิตี้โฮม รัตนาธิเบศร์ จากนั้นขยายอีก 2 โครงการคือศุภาลัย เวอรันด้า รัตนาธิเบศร์ 1,054 ยูนิต ยอดขาย 70% มีโปรฯส่วนลด 1.1 แสนบาท ราคาห้อง 30 ตารางเมตร เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท และศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีพระนั่งเกล้า 733 ยูนิต มียอดขาย 85% แบบ 1 ห้องนอน 33 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท มีส่วนลด 1.1 แสนบาท 

บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์มีโครงการลุมพินี คอนโดทาวน์ 1,950 ยูนิต เปิดตัวปี 2551 ปิดการขายแล้ว และลุมพินีพาร์ค รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน 2,800 ยูนิต ปัจจุบันเหลือขาย 1 ยูนิต 

ส่วนโครงการอื่น ๆ อาทิ เอส 9 ของ บมจ.สัมมากร เป็นตึก 8 ชั้น 4 อาคาร 655 ยูนิต มียอดขาย 60-70% แบบ 1 ห้องนอน 25 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท ฯลฯ

บางใหญ่ซูเปอร์สเตชั่น

สำหรับสถานีตลาดบางใหญ่ ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลกำลังก่อสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต พื้นที่ 5 แสนตารางเมตร เป็นพื้นที่ที่คาดว่ารัฐบาลจะก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี จึงมีคอนโดฯ เกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 3 โครงการ ได้แก่ 

1) พลัมคอนโด บางใหญ่สเตชั่น บมจ.พฤกษาฯ ปากซอยคลองถนน 7 อาคาร 1,870 ยูนิต ขายได้ 90% โปรฯ เฟส 1-2 ลด 1-2 หมื่นบาท พื้นที่ใช้สอย 22.5 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาท 2) ดิไอริส คอนโด บางใหญ่ ของ บจ.ดิไอริส กรุ๊ป สูง 8 ชั้น 5 ตึก รวม 900 ยูนิต ขายแล้ว 20% แบบ 1 ห้องนอน 24.8 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 1.25 ล้านบาท และ 3) บางใหญ่สแควร์ คอนโด ของกลุ่มศูนย์การค้าเดอะสแควร์บางใหญ่ 1,230 ยูนิต ปิดการขายแล้วเช่นกัน

ขอขอบพระคุณที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ผู้เขียนเองผ่อนคอนโดอยู่ตามแนวรถไฟสายสีม่วง ยังมีความหวังลึกๆว่าหากราคายับขึ้นไป ตร.ม.ละ 90,000-110,000 บาท ได้จริงข้าวแกงจานหนึ่งจะตกราคาเท่าไหร่เวลานั้น และต้องขอขอบคุณ บจก.ไทย พรอสเพอรัส ไอที ผู้นำด้านการให้บริการ ระบบจีพีเอสติดตามรถยนต์ ด้วยสินค้ามาตรฐานนำเข้าจากผู้ผลิตโดยตรง Thai GPS Track thai gps track

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

เงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท ส่วนคนไทยแห่เที่ยวชมความงามเจดีย์วัดมูด่อง

นักท่องเที่ยวเมียนมาทะลักด่านสิงขร หลังขยายเวลาเข้าออกช่วงเทศกาลปีใหม่ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท ส่วนคนไทยแห่เที่ยวชมความงามเจดีย์วัดมูด่องเช่นกัน
วันศุกร์ 2 มกราคม 2558 เวลา 19:11 น.
เมื่อวันที่ 2 ม.ค. นายวีระ ศรีวัฒนะตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากร่วมกับผู้บริหารจังหวัดมะริดสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จัดงาน "สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ปีใหม่ ด่านสิงขร" ครั้งที่ 1 ที่หมู่ 6 บ้านไร่เครา ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยประกาศขยายเวลาเข้า-ออกของบุคคลสัญชาติเมียนมาเป็นการเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้ ระหว่างเวลา 08.00-18.00 น. เป็น 08.00-22.00 น. เพื่อคืนความสุขแก่ประชาชนสองแผ่นดิน และสานสัมพันธ์ของประชาชนของทั้งสองจังหวัด ซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวเมียนมาทยอยเดินทางมาเที่ยวที่ตลาดการค้าชายแดน ด่านสิงขรจำนวนมาก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่ คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีเงิน หมุนเวียนประมาณ 50 ล้านบาท นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยต่างก็เดินทางไปท่องเที่ยวที่อำเภอมูด่องจำนวนมากเช่น กัน โดยทางการเมียนมาอนุญาตให้เดินทางถึงชุมชนสะพานสาม ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 13 กิโลเมตร เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปและชมเจดีย์ที่วัดมูด่อง ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมทางภาคใต้ของเมียนมาที่สวยงามและแปลกตา..

ต้องขอขอบพระคุณ นสพ.เดลินิวส์ เอื้อเฟื้อข้อมูลดีๆ และ thailandgpstracker.com ผู้นำด้านการให้บริการระบบติดตามรถยนต์


วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กระตุ้นเปิดด่านถาวรสิงขร-มะริด ขยายตลาดขนส่งไทย-เมียนมาร์

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ได้มีการวางยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีข้อกำหนดในการวางแนวทางการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนว พื้นที่ชายแดน เนื่องจากเศรษฐกิจตามด่านชายแดนมีการเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะด่านชายแดนไทย-เมียนมาร์

นายประจวบ สุภินี ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาธุรกิจสู่สากล กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า การติดต่อค้าขายระหว่างไทยกับเมียนมาร์มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งด่านชายแดนถือเป็นจุดค้าขายที่สำคัญที่สุด เนื่องจากชาวเมียนมาร์ไม่สามารถผลิตสินค้าเองได้ การค้าขายระหว่างด่านชายแดนจึงมีมากกว่า 80% และมีมูลค่าการค้าขายกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี

ล่าสุด วิทยาลัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดสัมมนาโครงการศึกษาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพตามชายแดนในเส้นทางมะริด สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์-ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า จากการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในภาคอุตสาหกรรมเส้นทางด่าน สิงขร-มะริด พบว่า เส้นทางนี้อาจจะเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพในอนาคต เนื่องจากด่านสิงขรเป็นด่าน ชายแดนไทยที่อยู่ใกล้เขตตะนาวศรี ซึ่งเป็นเขตทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ และในเขตตะนาวศรียังมีทรัพยากร ธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์

เส้นทางสิงขร-มะริด ยังไม่ดีเท่าที่ควร บางช่วงยังเป็นดินลูกรัง แต่ในอนาคตเส้นทางนี้จะมีศักยภาพมากที่สุดเส้นทางหนึ่ง เพราะมีระยะทางเพียง 180 กม. ซึ่งถือว่าสั้นกว่าด่านอื่นๆ ดังนั้น ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะลดลงอย่างแน่นอน

ด้านนายสมศักดิ์ หอยทอง กำนันตำบลคลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การเปิดด่านสิงขร-มะริดให้เป็นด่านถาวร ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ถนนจากด่านสิงขรไปมะริดยังไม่ดีและมีเพียงเลนเดียว ตนจึงร่วมมือกับภาคเอกชนต่างๆ เข้าไปเจรจากับทางเมียนมาร์เพื่อก่อสร้างถนนให้ โดยทาง เมียนมาร์ก็ยินยอมและมอบที่ดินสองข้างทางให้จากถนนลากยาวไปประมาณ 21 กม. เพื่อเป็นการตอบแทน โดยจะใช้ทุนก่อสร้างประมาณ 1,200 ล้านบาท และคาดว่าอีก 2 ปีโครงการจะแล้วเสร็จ ลดเวลาการขนส่งจาก 9 ชม. เหลือเพียง 2 ชม.

“ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยเสนองบประมาณลงมาจำนวน 1,200 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาด่านสิงขร-มะริด และให้การสนับสนุนประเทศเมียนมาร์ในการสร้างถนน แต่ก็มีปัญหาต่างๆ ให้ต้องชะลอไป แต่วันเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง จึงมีการรวมกลุ่มกับภาคเอกชนไปเจรจากับทาง เมียนมาร์ เพื่อก่อสร้างถนนให้ ซึ่งทาง เมียนมาร์ก็ยอมให้เราเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนให้ และยังใจดีมอบที่ดินสองข้างทางระหว่างเส้นทางไปมะริดให้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในอนาตอันใกล้นี้ด่านสิงขร-มะริดจะสามารถเปิดเป็นด่านถาวรได้ เพราะรัฐบาลยุคท่านประยุทธ์ แสดงความจำนงลงมาชัดเจนว่าอยากให้เปิดด่านค้าขายกับเพื่อนบ้าน”

ขณะที่นายสมมิตร ศิลป์ประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าในการเปิดด่านสิงขรให้เป็นด่านถาวรมีความคืบหน้าไปมาก โดยคาดว่าในปี 2558 นี้จะสามารถเปิดได้ เพื่อกระต้นตลาดการขนส่งไทย-เมียนมาร์ และเส้นทางโลจิสติกส์สินค้าอุปโภคบริโภค จากเมียนมาร์มาแปรรูปที่ไทย ขณะเดียวกันจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประจวบฯ และมะริดที่มีทะเลที่สวยงามระหว่าง 2 เมืองด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด่านชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าสามารถเปิดเป็นด่านถาวรได้ทุกด่าน เชื่อว่าประเทศไทยได้ประโยชน์รอบด้านอย่างแน่นอน


 ผู้เขียนเองเป็นคนอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกำเนิด อดที่จะภาคภูมิใจลึกๆไม่ได้ว่าหนทางการเปิดด่านถาวรระหว่างไทยกับพม่าเริ่มมองเห็นแนวทางชัดเจนมากยิ่งขี้น แน่นอนที่สุดหากด่านนี้เปิดได้จริง การขนส่ง การท่องเที่ยว การค้าขายระหว่างสองประเทศย่อมมีการพัฒนาไปแบบก้าวกระโดดแน่ๆ ต้องขอขอบคุณเวบไซต์ thaigpstrack.com ผู้นำด้านอุปกรณ์จีพีเอสติดตามรถยนต์ มาตรฐานโรงงานผู้ผลิด รับประกันของแท้100% เต็ม

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

‘ท่าเรือระนอง’ ทางลัดมหาสมุทรอินเดีย ส่องตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสเอสเอ็มอี


‘ท่าเรือระนอง’ ทางลัดมหาสมุทรอินเดีย ส่องตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสเอสเอ็มอี

“ปัจจุบันเมียนมาร์ใช้การขนส่งที่ท่าเรือปีนังไปยังกลุ่มประเทศที่ 3 ซึ่งการเปิดท่าเรือระนองจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพราะมะริดเป็นจังหวัดที่มีสินค้าประมงมากที่สุดในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งร้อยละ 80 อาหารทะเลส่งเข้าประเทศ ไทยทางจังหวัดระนอง ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ทำการแปรรูปและส่งไปยังประเทศที่สาม”
วันจันทร์ 13 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.



การเปิดเสรีอาเซียนที่จะถึง ทำให้มีการปลุก “ท่าเรือระนอง” บริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง ให้มาคึกคักอีกครั้ง นอกจากการขนส่งสินค้าไปยังพม่าที่เนื้อหอมหลังจากเปิดประเทศแล้ว นี่ยังเป็นเส้นทางลัดการเดินเรือฝั่งอันดามันและมหาสมุทรอินเดียที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 4-7 วัน จากเดิมต้องมายังท่าเรือกรุงเทพฯหรือแหลมฉบัง ก่อนเดินเรืออ้อมผ่านสิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 15–20 วัน

พิฑญาฬ์ เดชารัตน์ ผู้จัดการท่าเรือระนอง กล่าวว่า ท่าเรือระนองเปิดครั้งแรกเมื่อปี 2542 ตอนนั้นเรือที่เข้ามาเป็นเรือขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ยังไม่เอื้ออำนวยเลยทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อเที่ยวเรือ และทำให้ทางสายเดินเรือแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงต้องหยุดไป แต่พอมาในตอนนี้สถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาร์มีความต้องการสินค้ามากทำให้มองเห็นโอกาสทำให้มีการเปิดท่าเรือใหม่อีกครั้ง

รอบนี้บริษัทเดินเรือที่เข้ามารายแรกเดิมเดินเรืออยู่ระหว่าง จ.กระบี่ ไปรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งบริษัทได้ขยายเส้นทางเดินเรือมายังระนองเพื่อเดินทางไปเมืองมะริด ประเทศเมียนมาร์ สำหรับระยะต่อไปถ้ามีสินค้ามากขึ้นจะไปถึง ทวาย ย่างกุ้ง บังกลาเทศ อินเดีย ซึ่งเป็นแผนงานที่ได้เตรียมการกันไว้แล้ว 

“ท่าเรือทวายถือเป็นเมกะโปรเจคท์ ขนาดใหญ่ ซึ่งมีหลายคนถามว่าถ้าที่ทวายเปิดท่าเรือระนองจะมีผลกระทบอะไรไหม ถ้ามองจะเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับเรามีรถบัสขนาดใหญ่ แต่รถสองแถวรถมอเตอร์ไซค์ก็ยังใช้ได้ ซึ่งท่าเรือระนองก็เปรียบเหมือนสองแถวกับมอเตอร์ไซค์ ที่เป็นเรือแท็กซี่วิ่งไปส่งสินค้ายังท่าใหญ่”

ถ้ามีความต้องการใช้เรือมากขึ้น การท่าเรือจะมีการปรับขยายท่าให้รองรับเรือได้มากขึ้น โดยตอนนี้สินค้าที่ขนส่งไปจากท่าเรือระนองคือ เฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา ในจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี และยังมีสินค้าพวกปูน ปุ๋ย อุปกรณ์ก่อสร้าง ด้านสินค้านำเข้าจากเมียนมาร์จะเป็นสินค้าประเภทเกษตรกรรมเช่น ถั่ว ถ่าน

ท่าเรือจากเมียนมาร์ที่มายังท่าเรือระนองสะดวกคือ ท่าเรือเกาะสอง, มะริด, ทวาย, ย่างกุ้ง ที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งพื้นที่ทางเมียนมาร์ตอนใต้ถ้าขนส่งทางเรือแล้ว

กระจายสินค้าไปยังทางบกจะทำให้ต้นทุนในการขนส่งต่ำการที่ท่าเรือระนองเป็นพื้นที่ซึ่งไกลจากแหล่งผลิตสินค้าถือว่ามีผลกระทบ เพราะแต่ก่อนมีปัญหาด้านต้นทุนการขนส่งมายังท่าเรือจากหลายพื้นที่ในประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางจากชุมพรมาระนองมีเส้นทางแคบและคดเคี้ยว ทำให้การขนส่งสิ้นเปลืองน้ำมัน และใช้เวลามาก ซึ่งทางจังหวัดได้เห็นปัญหาเลยมีการขยายถนนให้เป็นสี่เลน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2559 โดยตอนนี้ทำไปได้ 50 เปอร์เซ็นต์

การขนส่งทางนี้ถือว่ามีจุดเด่นที่ได้เปรียบทั้งระยะทางและเวลา ในการขนส่งไปยังประเทศกลุ่ม “บิมสเทค” คือ บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล และภูฏาน โดยแผนการในระดับโลกเรามองว่า จีนและอินเดียจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ถ้าสามารถเชื่อมโยงกันได้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะจังหวัดระนอง ที่ยังไม่มีท่าเรือในฝั่งอันดามัน ที่ใหญ่     

ในอดีตการเดินเรือส่วนใหญ่วิ่งไปยังอ่าวไทยผ่านช่องแคบมะละกา แล้วเข้าไปยังย่างกุ้งทะลุออกไปบังกลาเทศและอินเดีย ซึ่งจะไม่เข้ามายังเมืองท่าทางตอนใต้ของพม่า โดยระยะทางจากปากร่องน้ำมายังท่าเรือระนองใช้เวลา 2 ชั่วโมง ถ้าเทียบกับท่าเรือคลองเตย เรือจากปากร่องน้ำมายังท่าเรือใช้เวลา 2 ชั่วโมง ก็ยังมีการเดินเรือกันอย่างมากมาย ซึ่งถือว่าไม่เป็นอุปสรรคในการเดินเรือ

ในเส้นทางการเดินเรือจากท่าเรือระนองไม่มีปัญหาเรื่องลมมรสุม แต่มีปัญหาในส่วนของจังหวัดระนองที่มีฝนตกชุก ทำให้การขนถ่ายสินค้าบางอย่างที่เปียกน้ำอาจมีปัญหา แต่ถ้าใช้การขนส่งสินค้าระบบตู้จะมีปัญหาน้อยลง ซึ่งความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศปลายทางโดยเฉพาะเมียนมาร์ตอนนี้ต้องการอุปกรณ์วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์

ตั้งแต่ปี 2555 ถึงตอนนี้ผู้ประกอบการในระนองมีการตื่นตัวมาตลอด การเดินเรือตอนนี้มีเดือนละ 1 เที่ยว แล้วจะเพิ่มความถี่ในการเดินเรือขึ้นมาตามความต้องการ ตอนนี้มีสายเดินเรือที่มาติดต่อแล้ว 2 ราย เพื่อขอขนสินค้าประเภทที่ใช้ในการทำถนน และบรรดาเครื่องสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ไปยังเมียนมาร์

ตรงนี้ทางการท่าเรือเองต้องมาพิจารณาด้วยเพราะการขนส่งหินต่าง ๆ เราต้องคำนึงถึงสิ่งแวด ล้อมด้วยแต่ละปีทางท่าเรือระนอง ตั้งเป้าไว้จะมีการขนส่งตู้สินค้าปีละหนึ่งหมื่นตู้ โดยสิ่งเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับคนระนอง ในด้านเศรษฐกิจ และระบบการขนส่งที่จะสร้างงานในพื้นที่ให้มากขึ้น             

ธนวัฒน์ พันธุ์โกศล กรรมการบริหาร บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด ผู้ส่งออกแผ่นยางพารา มองว่า ก่อนหน้านี้บริษัทส่งออกไปยังท่าเรือสุราษฎร์ธานี แล้วเพิ่งมาเปิดโรงงานที่ชุมพร แล้วขนส่งไปยังท่าเรือกรุงเทพฯ และท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งพอมีท่าเรือระนองทางบริษัทพร้อมเต็มที่ในการใช้ท่าเรือระนองในการขนส่งสินค้า เพราะท่าเรือนี้ถือเป็นท่าเรือที่ดีในการส่งออกฝั่งอันดามัน จากแต่เดิมส่งออกฝั่งอันดามันที่ท่าเรือกระบี่และท่าเรือภูเก็ต เพื่อส่งออกไปยังท่าเรือปีนัง 

โดยคาดว่าจะลดต้นทุนการขนส่งจากเดิมได้ 10–20 เปอร์เซ็นต์ แล้วด้วยความที่ท่าเรือระนองรองรับได้ประมาณ 500 ตัน ยิ่งส่งออกได้มากขึ้น ถ้ามองในระบบขนส่งมายังท่าเรือระนองช่วงแรกอาจลำบาก แต่มีแผนในการปรับปรุงให้ดีขึ้น 

จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งของท่าเรือระนอง เพราะเรามองไว้ว่าจะต้องมีการขนส่งที่มากขึ้น ซึ่งถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกแค่ตอนนี้ยังไม่เพียงพอในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ในด้านผู้ประกอบการหน้าที่ต่อไปคือ การทำตลาดในกลุ่มประเทศ “บิมสเทค” เพื่อให้เกิดการส่งออกที่มากขึ้น

ด้าน ยู ทัน ทัน เลขาธิการหอการ ค้าและสภาอุตสาหกรรม จ.มะริด ประเทศ เมียนมาร์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางพม่าใช้การขนส่งที่ท่าเรือปีนังไปยังกลุ่มประเทศที่ 3 ซึ่งการเปิดท่าเรือระนองเป็นการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพราะมะริดเป็นจังหวัดที่มีสินค้าประมงมากที่สุดในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งร้อยละ 80 อาหารทะเลส่งเข้าประเทศไทยทางจังหวัดระนอง ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ทำการแปรรูปและส่งไปยังประเทศที่สาม  

โดยทั่วไปการเดินเรือจากมะริดเข้ามาไทยใช้เวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งสินค้าไทยที่จะเข้าไปยังมะริด ส่วนใหญ่เป็นวัสดุก่อสร้างเช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น นอกจากนั้นยังนำเข้าอุปกรณ์ประมงจากไทย เพราะที่มะริดมีเรือประมงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอวนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมแซมเรือ

คนที่มะริดมองการเปิดเสรีอาเซียน เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะเราจะได้อยู่บ้านหลังเดียวกันช่วยกันพัฒนา และมีโอกาสร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ซึ่งในปีนี้มีคนไทยมาเยี่ยมจังหวัดมะริดแล้วกว่า 28 คณะ   

วิสุทธิ์ ภูริยะพันธ์ จากบริษัท เอส.เอ.เคไลน์ จำกัด ที่ให้บริการการเดินเรือมองว่า ท่าเรือระนองมีร่องน้ำลึก 8 เมตร เส้นทางเดินเรือถือเป็นทางโบราณที่มีการติดต่อกันมานาน เราแค่เอาเส้นทางเดิมมาเดินเรือใหม่ และเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยในการเดินเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และความเร็วมากขึ้น เพื่อสนองต่อลูกค้าได้มากขึ้น

ลูกค้าที่ใช้การขนส่งที่ท่าเรือระนองมีทั้งอุปกรณ์ก่อสร้าง อาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งเดิมบริษัทเดินเรือประจำในเส้นทางท่าเรือกระบี่ไปยังปีนัง ประเทศมาเลเซีย เลยมีแผนขยายมาทางระนองเพื่อไปเมียนมาร์ และขยายพื้นที่เดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย 

ใน 3 ปีนี้ ในเส้นทางเดินเรือมีการขยายการขนส่งไปเรื่อย ๆ แม้หลายคนมองว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางเดินเรือหลัก แต่เรามองว่าควรเริ่มต้นจากเล็ก ๆ ไปหาใหญ่ โดยเรือเราอาจขนาดไม่ใหญ่มากเพื่อให้บริการบริษัทที่มีขนาดเล็กได้ ซึ่งคาดว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะใช้ระบบการเดินเรือที่นี่มาก เพราะสินค้าชิ้นเล็ก ๆ หรือของมีน้อยก็ไปกับเรือได้

ท่าเรือระนองถือเป็นอีกทางเลือกในการขนส่งสินค้า และเป็นอีกช่องทางโอกาสของการทำตลาดของธุรกิจเอสเอ็มอี ในเส้นทางของเมียนมาร์และมหาสมุทรอินเดีย.   

...............................................................................................

คุณสมบัติเด่น ‘ท่าเรือระนอง’

ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์มีความยาวหน้าท่า 134 เมตร กว้าง 26 เมตร รับเรือได้ขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส จอดเทียบท่าได้พร้อมกัน 2 ลำ ส่วนท่าเทียบเรือตู้สินค้า มีความยาวหน้าท่า 150 เมตร กว้าง 30 เมตร รองรับเรือสินค้าได้ขนาดไม่เกิน 12,000 เดตเวทตัน

ร่องน้ำเดินเรือตั้งแต่ทิศตะวันตกของเกาะช้าง จนถึงท่าเทียบเรือระยะทาง 28 กิโลเมตร มีความลึกร่องน้ำ 8 เมตร จากระดับน้ำทะเลลงต่ำ ความกว้างร่องน้ำ 120 เมตร

การขนส่งเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย

ทางถนน ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 เพชรเกษม กรุงเทพฯ-ชุมพร-ระนอง ระยะทาง 568 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลข 4010 ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นถนนมาตรฐานแล้วบริเวณบ้านน้ำตก ระยะทาง 13 กิโลเมตร ถึงท่าเรือระนอง

ทางรถไฟ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการขนส่งระบบรางจากทุกภูมิภาค มายังสถานีบรรทุกขนถ่ายตู้สินค้า (Container yard) สถานีรถไฟวิสัย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร และขนส่งต่อเนื่องทางถนนจากชุมพร

มายังท่าเรือระนอง ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร

ทางน้ำ  สามารถขนส่งทางน้ำฝั่งอ่าวไทยมายังท่าเรือใกล้เคียง เช่น ที่ท่าเรือประจวบ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และท่าเรือจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วขนส่งทางถนนมายังท่าเรือระนอง 

ศราวุธ ดีหมื่นไวย์

ที่มา นสพ.เดลินิวส์ โดย คุณศราวุธ ดีหมื่นไวย์

สนใจบริการ GPS TRACKING ดำเนินงานโดยทีมวิศวกร ทำให้ยานยนต์ไม่พลาดการเชื่อมต่อต้องบจก.ไทย พรอสเพอรัส ไอที เท่านั้น

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไทยติดท็อป 10 ลงทุนของโลก

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 13 ส.ค. 2557 05:45

อิเหนาปาดหน้าทุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 5.3 ล้านล้าน
นายชาร์ล ออสทริคส์ หุ้นส่วนบริษัท PwC (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลสำรวจ Capital project and infrastructure spending : Outlook to 2025 ซึ่ง PwC ร่วมกับ Oxford Economics ทำการสำรวจและคาดการณ์การใช้จ่าย-ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 49 ประเทศใน 6 ทวีป มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 90% ของจีดีพีโลก พบว่าแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือระหว่างปี 2557-2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 78 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี
โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเติบโตในช่วง 10 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย 1) ความพร้อมของแหล่งเงินทุนของภาครัฐในตลาดเกิดใหม่ที่อัตราการเติบโตทาง เศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา 2) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มเพื่อดูแลผู้สูงวัย 3) การพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง ที่ทำให้เกิดการลงทุนในสาธารณูปโภคต่างๆ และ 4) กรอบนโยบายและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นตัวกำหนดรูปแบบการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น นายออสทริคส์กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียจะมีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 1.65 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.3 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ไทย 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท ตามด้วยเวียดนาม ที่คาดจะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานการ คมนาคมของไทยระยะเวลา 8 ปี หรือระหว่างปี 2558-2565 ซึ่งมีมูลค่าวงเงินลงทุนสูงถึง 2.4 ล้านล้านบาท หากการลงทุนเกิดขึ้นจริงตามแผนที่วางไว้ น่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะกลาง”


 ที่มา http://www.thairath.co.th/content/442888

จีพีเอสติดตามรถยนต์